พลังงานความนิ่งๆ
ตอนนี้ฉันนิ่งขึ้น อาจจะเป็นเพราะ “เวลา” ฉันกำลังผ่านช่วงเวลาที่แสน challenge เพื่อให้ตัวเองเรียนรู้ไปกับความผันเปลี่ยนที่ค่อยๆ มั่นคง
ฉันย้ายแม่มาที่ โรงพยาบาลคูน โรงพยาบาลที่มี concept การรักษาแบบ Palliative Care ฉันมาที่นี่ เพราะ
ฉันต้องการคนฟัง
ฉันต้องการคนอธิบาย
ฉันต้องการให้เจ้าที่ทางการแพทย์ ที่เห็นคนไข้ด้วยความเป็น “มนุษย์” ไม่ใช่ “หุ่นยนต์”
ฉันต้องการถูกเข้าใจมากพอๆ กับการถูกรักษาในแนวทางที่ฉันต้องการ
คำว่าแนวทางที่ “ฉันต้องการ” อาจจะดูเห็นแก่ตัว เพราะมันเกิดคำถามที่ว่า สิ่งที่ฉันต้องการ ใช่ สิ่งที่แม่ต้องการหรือไม่
ความโชคร้าย คือ ฉันและแม่ไม่เคยคุยกันเรื่อง “วันสุดท้ายของการออกเดินทาง” เพราะฉันไม่กล้าคุย ฉันรู้จักสมุดเบาใจ แต่มันหนักใจมาก หากต้องคุยเรื่องนี้กับคนอายุ 80
ดังนั้น ในเมื่อไม่เคยคุยกัน ฉันตัดสินใจว่า “ฉันต้องเป็นคนตัดสินใจเอง สำหรับบางคำถามที่แม่อาจจะไม่ยอมตอบ”
ฉันรู้ว่าแม่ฉันเชื่อมั่นในตัวฉันมาตลอด และดังนั้น แม่จะไม่เกี่ยงในการตัดสินใจของฉัน
จากโรงพยาบาลแรก แม่ผ่านการตรวจมากมาย (มากมายในความรู้สึกฉัน แต่อาจจะน้อยไปในความรู้สึกของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่ไม่ใช่แนวทาง Palliative Care) แต่ฉันพอละ ฉันไม่หาต่อ ฉันไม่ต้องการู้ต่อ ฉันต้องการรักษาแม่ตามอาการ เพราะเรื่องนี้พี่ชายฉัน 2 คนบอกฉันตั้งแต่เข้ารับการรักษาวันแรกแล้วว่า
“อายุแม่คือ 90 หาอะไรไปเราก็จะเจอหมดทุกโรค เพราะมันคือความเสื่อมของร่างกาย ผึ้ง… แม่เราใช้ชีวิตมานานมากแล้ว แม่ไปเที่ยวทุกประเทศ แม่ได้กินสิ่งที่แม่อยากกิน แม่ไม่เคยป่วยเลย แม่ใช้ชีวิตคุ้มมากๆ แล้ว”
ย้ายแม่มาที่ คูน เพราะทนทะเลาะกับพยาบาลที่โรงพยาบาลเดิมไม่ไหว
ที่คูนไกลบ้านผึ้งพอสมควรค่ะ
ที่คูนเดินทางไม่สะดวก และยิ่งเป็นเส้นพระราม 2 ซึ่งเป็นเส้นที่น่ากลัวจัง … แต่ผึ้งไม่หวั่นไหวที่จะย้ายแม่มาที่นี่
วันที่ผึ้งติดต่อมาที่หาคูนครั้งแรก ผึ้งได้คุยกับคุณหมอกัน หมอโทรหาผึ้งด้วยตัวเอง และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการของแม่ หมอทิ้งท้ายว่า “หากสงสัย หรือมีคำถามอะไรโทรมาได้เลยนะครับ”
ผึ้งย้ายแม่มาที่คูนในวันรุ่งขึ้น โดยมีพี่ชายนั่งรถมาเป็นเพื่อน
ที่นี่ หมอคุยกับผึ้งอย่างละเอียดมาก อ่านผลการตรวจจากที่แรกให้ผึ้งฟังอย่างละเอียด ผึ้งฟังไป ร้องไห้ไป และเข้มแข็งไป หลายครั้งจะหันหน้าไปถามเฮียว่า “เอาไงดี”
เฮีย คือ ผู้ช่วยคนสำคัญ เฮียตัดสินใจให้ แล้วคอยหันมาถามผึ้งว่า “เอาแบบนี้ดีมั๊ย”
การมี “คนข้างๆ” มันดีแบบนี้นี่เอง เรารู้แหละว่าเราต้องตอบอะไร แต่การที่มีใครสักคน อยู่กับเรา แล้วช่วย confirm มันทำให้ใจเราอุ่น
อยู่ที่นี่ ร่างกายแม่ได้รับการฟัง แม่ได้ต้องโดนเจาะเลือดแบบไม่รู้เหตุผล แม่ไม่ต้อง x-ray ใดๆ เพิ่มเติมเพื่อหาอะไรอีกต่อไป แม่แค่เป็นแม่ ที่นอนเฉยๆ กินบ้าง ไม่กินบ้าง
จริงๆ การนอนเป็นเรื่องที่ดี แต่เราเดินทางมาถึงจุดที่รู้สึกว่า การนอนของแม่ มันช่างทรมานใจ
การนอนของแม่ มันช่างทรมานใจ เพราะแม่นอนทั้งวัน ไม่แม้กระทั่งตื่นมากิน
หมอทยอยเดินเข้ามาคุยกับฉัน ทั้งหมอสมอง หมอผู้สูงอายุ หมออายุรกรรม หมอเวชศาสตร์ครอบครัว นักจิตวิทยา นักดูการกลืน
ฉันต้องฟังความจริง ฉันต้องเลือก ฉันตัดสินใจ…ในที่สุด เราก็ตัดสินใจ
การรบกวนร่างกายแม่ที่เราเลือกกันและจะเป็นการรบกวนสุดท้าย คือ การใส่สายให้อาหารทางจมูก เพื่อช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหาร หากแม่ยอมใส่สายอาหารเราก็หวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้น … เพราะในที่สุด ร่างกายต้องการสารอาหาร ทำให้ฉันรู้สึกว่า … การที่เราแข็งแรง แต่เราอดอาหารเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ดูดี มันช่างสวนทางกับการเดินทางวันนี้ของแม่เหลือเกิน
ไม่ดีเลย แม่ใส่สายอาหารได้แค่ 6 ชั่วโมง แล้วแม่ก็ดึงออกเอง ดึงออกแบบสบายๆ เลย แอบดึงออกตอนเที่ยงคืน
ฉันได้ข้อสรุปแล้วว่า ฉันจะไม่ทรมานแม่อีกแล้ว ไม่ใส่สายอาหารแล้วค่ะ ซึ่งหมอก็ฟัง และหมอยอมรับ หมอถามแค่ว่า “พี่ผึ้งรับได้ใช่มั๊ย” หมอเช็คความรู้สึกฉันตลอดเวลา
ฉันตอบว่า “รับไม่ค่อยได้ แต่มันก็ต้องยอมรับ เพราะรู้ว่าการมีชีวิตที่มีแต่ลมหายใจ มันไม่ใช่ชีวิต การมีชีวิต ต้องมีคุณภาพชีวิตด้วย ต้องเดินได้ ต้องสนุก ต้องมีความสุข ดังนั้น พี่จะรับมันให้ได้”
วันนี้แม่ได้กลับบ้านด้วยนะ หมอบอกว่าให้แม่ไปเยี่ยมบ้านได้ 1 วัน เอามั๊ย ฉันดีใจมากๆ เลย แม่ได้กลับไปนอนในห้องนอนที่ฉันทำให้ ได้เจอลูกสมุนทุกตัว ทั้งเป๊ปซี่ สโนว์ และแอโร่ หมอก็ยอมให้แม่อุ้มน้องหมาด้วย น่าแปลที่แอโร่ มานอนข้างเตียงแม่ ไม่ซน ไม่วิ่ง แต่นอนนิ่งๆ ข้างเตียงอาม่า
ตอนนี้ ฉันไม่ร้องไห้แล้ว แต่ฉันคิดว่ามันก็มาเป็นพักๆ ฉันร้องไห้นิดๆ หน่อยๆ ฉันค่อยๆ รับมันได้แล้ว ฉันคิดว่า
หากใครสักคน ได้ใช้ชีวิตมาถึง 90 ปี โดยไม่มีโรคภัยใดๆ เบียดเบียนมันช่างคุ้มค่า
หากใครสักคนได้กินทุกอย่างอย่างที่ชอบ ทั้งทุเรียน เผือกแกงบวช ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู กาแฟตอนเช้า ขนมปังหวานๆ มันช่างคุ้มค่า
หากใครสักคน สวยขนาดนี้ ทำตา 2 ชั้น ทำจมูก ตั้งแต่เมื่อ 60 ปีก่อน แถมยังดึงหน้า ให้เต่งตึง ให้สวยเด่นขนาดนี้ มันช่างคุ้มค่า
หากใครสักคน แต่ตัวสวยมาก ด้วยชุดที่ตัวเองตัดด้วยตัวเอง มันก็ช่างคุ้มค่า
หากใครสักคนหาเงินเก่งมาก เป็นแม่ค้าที่สู้ไม่ถอย และสร้างฐานะให้ตัวเอง และเป็นตัวเสริมให้อาปาได้แบบนี้ มันช่างคุ้มค่า
หากใครสักคน ที่คอยโม้ว่า “ได้ใบ Certificate รอดชีวิตจากการไปเที่ยว Grand Canyon” มันช่างคุ้มค่า
หากใครสักคน ทำขนมเค้ก ทำซาลาเปา ทำพาย ทำฮอยจ้อ ทำเอแคร์ (แม้จะแข็งมากๆ) แต่มันก็คุ้มค่าที่ได้ลองทำ แม่มีอุปกรณ์ทำเค้กเยอะมากๆ ด้วย
สุดท้าย แม่เลี้ยงไก่แจ้อย่างที่แม่รักได้ด้วยนะ แม่อยากฟังเสียงไก่ขันทุกวันตอนเช้า แม่ก็ได้ทำแล้วด้วย แม่ยังปลูกผักด้วยนะ แต่พวกเราไม่เคยปลูกผัก ทำให้ผักของแม่มันไม่น่ากินเลย 🙂
ไม่มีอะไรที่ไม่คุ้มเลย
แม่…ผู้สร้างผึ้งคนนี้ขึ้นมา ช่วงเวลานี้ ผึ้งมีแต่ไปกระซิบข้างหูว่า “ขอบคุณแม่มากๆ ผึ้งมีวันนี้เพราะแม่สร้างผึ้ง ไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว ผึ้งจะใช้ชีวิตดีๆ หากแม่เหนื่อย ก็พักนะแม่”
ทั้งหมด แม่ยังหายใจอยู่ข้างๆ ผึ้ง จับมือผึ้งแน่นมากๆ แต่ผึ้งก็ไม่รู้ว่าทำไมแม่บีบมือแน่นขนาดนี้
หากมีปาฏิหารย์ แม่จะลุกขึ้นมากินเยอะ และจะพาไปกินอาหารจีนอย่างที่ชอบ
แต่หากปาฏิหารย์ไม่มีจริง มันก็คงเป็นเรื่องราวของคนๆ หนึ่งที่ใช้ชีวิตได้คุ้มค่า สวยงาม ทรงพลังที่สุดแล้ว
รักแม่จังเลย